ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ โรงเรียนบ้านห้วยท่าช้าง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1
วันที่ 8 พฤษภาคม 2021 6:05 PM
b-school01
logo-b โรงเรียนบ้านห้วยท่าช้าง
หน้าหลัก » นานาสาระ » หมู่บ้านที่รักของคุณปู่

หมู่บ้านที่รักของคุณปู่

อัพเดทวันที่ 29 ตุลาคม 2020 เข้าดู 20 ครั้ง

หมู่บ้านที่รักของคุณปู่ และครอบครัว

หมู่บ้านที่รักของคุณปู

หมู่บ้านที่รักของคุณปู่ ความวุ่นวายของผู้คน เสียงท่อรถที่ดังสนั่นไปทั่วท้องถนนและท้องถนนที่เต็มไปด้วยการจราจรติดขัด ผู้คนมากมายในเมืองที่แออัดซึ่งหาความสงบไม่ได้ ทำให้เรานึกถึงบรรยากาศเก่าๆที่เคยเติบโตมา ที่นั่นเป็นที่ที่เงียบสงบผู้คนต่างอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข มีน้ำใจแบ่งปันของซึ่งกันและกันทุกเช้าที่ตื่นมาก็จะได้พบกับพระอาทิตย์ที่สว่างไสวไปทั่วหมู่บ้านและก่อนนอนทุกคืนก็จะได้พบกับหมู่ดาวที่เปล่งประกายไปทั่วท้องฟ้า สถานที่แห่งนั้นเปรียบเหมือน สวรรค์บนดิน เราเรียกมันว่าหมู่บ้านของคุณปู่

สวัสดีเราชื่อ การะเกด เราจะมาเล่าให้ฟังว่าตอนนั้นเรามีความสุขมากขนาดไหนในหมู่บ้านที่เรียกว่า หมู่บ้านของคุณปู่สาเหตุและที่มาของชื่อนี้ก็คือปู่เราเป็นกำนันของหมู่บ้านนี้ หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านเล็กๆมีประชากรอาศัยไม่เกิน 200 คน เป็นหมู่บ้านที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชและผลไม้เต็มไปหมด ภายในหมู่บ้านจะมีโรงเรียนเล็กๆเพื่อให้เด็กได้เข้าไปเรียนและคุณครูที่มาสอนก็เป็นคุณครูอาสาอาจจะไม่ได้มีความรู้มากแต่พวกเขาเหล่านั้นก็มีเมตตาต่อเด็กๆเป็นอย่างมาก หมู่บ้านของคุณปู เป็นหมู่บ้านที่ห่างไกลจากตัวเมืองค่อนข้างมาก หากใครจะซื้อของก็ต้องฝากกันซื้อทีละเยอะๆเพราะกว่าจะไปถึงตัวเมืองก็ใช้เวลาค่อนข้างนานและรถในหมู่บ้านก็มีจำนวนไม่มาก ทำให้ต้องมาพึ่งพาอาศัยร่วมกัน สิ่งเหล่านี้ที่เล่ามาทั้งหมดยังไม่ได้ครึ่งหนึ่งของเรื่องราวมหัศจรรย์ในหมู่บ้านนี้ ความสุขและความอบอุ่นที่หาไม่ได้จากที่ไหนนอกจากที่นี่

“เกด เดี๋ยวปู่ฝากเอาถั่วฝักยาวไปให้ป้าแสงนวลหน่อย”

“ได้ค่ะปู่”

ปู่มักจะใช้เราเอาของที่มีในบ้านไปแจกจ่ายให้กับสมาชิกในหมู่บ้าน ซึ่งบ้านของปู่จะมีผักสวนครัวเป็นจำนวนมากคนที่นี่มักจะแลกของกันมากกว่าใช้เงินซื้อ เช่นเราเอาถั่วฝักยาวไปให้ป้าแสงนวลแล้วป้าแสงนวลก็อาจจะให้มะม่วงเรามา หรืออะไรก็ได้ที่ป้าแสงนวลมีหรือจะไม่ให้ก็ได้ เพราะนี่ถือเป็นน้ำใจและการแบ่งปันซึ่งกันและกันของคุณปู่ ในบางทีก็จะมีคนมาเคาะประตูหน้าบ้านเพื่อเอาของมาให้โดยไม่ได้หวังผลตอบแทนแม้แต่น้อย

“ป้าแสงนวลจ๊ะ ปู่ให้หนูเอาถั่วฝักยาวมาให้จ้ะ”

“ว้าวขอบใจมากนะจ๊ะ เดี๋ยวอยู่รอเอาแกงส้มกับไปกินที่บ้านนะ”

“ไม่เป็นไรค่ะป้าแสงนวล”

“โอ๊ยจะมาเกรงใจอะไรกันล่ะ ไม่ต้องเกรงใจหรอกเอาไปเลยถ้าไม่พอมาเอาอีกนะวันนี้ป้าทำเยอะ ว่าจะแจกจ่ายคนทั้งหมู่บ้าน ยังไงป้าฝากไปให้บ้านใกล้ๆแถวนั้นด้วยนะ”

ความน่ารักของคนในหมู่บ้านนี้ทำให้เราไม่มีวันลืมความดีที่พวกเขาเคยทำเอาไว้ น้ำใจที่เราถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กๆทำให้ตอนนี้เรากลายเป็นคนที่ชอบช่วยเหลือคนอื่น ชอบแบ่งปันคนอื่นและเด็กๆทุกคนในหมู่บ้านก็จะมีนิสัยคล้ายๆกับเรา แต่เมื่อเราเริ่มโตขึ้น ปู่เราก็ประกาศให้กับคนทั้งหมู่บ้านฟังว่าพวกเราทุกคนจำเป็นต้องย้ายออกจากหมู่บ้านนี้เพราะมีคำสั่งจากในเมืองว่าหมู่บ้านนี้จะถูกสร้างเป็นโรงงานอุตสาหกรรมดังนั้นเราจึงอาศัยอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้

“ทุกคนวันนี้มีเรื่องมาแจ้ง คือว่าเราจำเป็นที่จะต้องย้ายออกเพราะพวกคนเมืองเขาจะมาสร้างโรงงานทับที่ของพวกเรา เราจะได้ค่าตอบแทนในการย้ายออกคนละ 10,000 บาท ขอโทษที่กำนันทำอะไรไม่ได้ เพราะมันเป็นคำสั่งที่ต้องทำเท่านั้น หากไม่ทำยังไงสักวันเราก็ต้องถูกไล่ออกไปอยู่ดี”

หลังจากที่ปู่พูดจบทุกคนในหมู่บ้านก็พากันเศร้า เพราะที่นี่ในหมู่บ้านนี้เป็นที่ที่พวกเราต่างเติบโตมาด้วยกัน สืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่าแล้วจู่ๆเราก็จำเป็นต้องย้ายออกโดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้ ในเหตุการณ์วันนั้นเราจำได้ดีว่าทุกคนในหมู่บ้านต่างร้องไห้และเข้ามากอดเพื่อร่ำลากัน พวกเราทุกคนรักกันและผูกพันกันเปรียบเสมือนคนในครอบครัวหากจู่ๆต้องแยกจากกันมันก็เหมือนกับการจากลาของคนในครอบครัว เราไม่รู้ว่าเราจะต้องแยกกันไปที่ไหนแล้วจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่ ภาพวันที่เราแบ่งอาหารกัน วันที่เรายิ้มให้กันจะต้องจบลงเพียงเท่านี้ หมู่บ้านแห่งความสุขจะต้องหยุดไว้เพียงเท่านี้

“ขอให้โชคดีนะ ไปอยู่ไหนทำมาหากินอะไรก็ขอให้ค้าขายร่ำรวย หวังว่าเราจะได้เจอกันอีก”

“มีอะไรก็ติดต่อกันมาได้เน้อ เราก็เหมือนคนในครอบครัวเดียวกันถ้าสมมุติไม่มีที่ไปก็มาอยู่ด้วยกันก่อนได้เน้อ”

“จะจดจำความทรงจำนี้ไว้ตลอดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ว่าครั้งหนึ่งเราเคยผูกพันกันมากแค่ไหน”

“ใครจะไปทางไหนก็มาเอาผักเอาผลไม้กันไปก่อนเน้อ เผื่อระหว่างเดินทางหิวจะได้เอาเก็บไว้กิน”

ทุกคนต่างร่ำลากันและแบ่งของซึ่งกันและกัน ซึ่งภาพนั้นเป็นภาพสุดท้ายที่เราได้เห็นในหมู่บ้าน แห่งนี้ แต่ละคนแต่ละครอบครัวที่แยกย้ายกันไปอยู่ในแต่ละจังหวัด ซึ่งในปัจจุบันก็ไม่สามารถติดต่อใครได้แล้วเพราะเรื่องราวในวันนั้นมันผ่านมาแล้วหลาย 10 ปี

ด้วยความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยเทคโนโลยีต่างๆที่เข้ามา โรงงานอุตสาหกรรมที่กลายมาเป็นอาชีพหลักของคนไทย ซึ่งแต่ก่อนอาชีพหลักของคนไทยคือเกษตรกร แต่ในปัจจุบันนี้อะไรๆก็ไม่เหมือนเดิม ทำให้เราก็ต้องปรับเปลี่ยนตามไปด้วย เราต้องปรับตัวในหลายๆอย่างเพื่อเข้ามาอยู่ในเมือง เราไม่รู้ว่าเราต้องนั่งรถในเวลาที่จะไปไหนมาไหน เราไม่รู้ว่าการเดินห้างมันเป็นอย่างไร เราไม่รู้ว่าทำไมบนท้องถนนถึงมีรถเต็มไปหมด เราเคยชินกับการเดินเท้าซึ่งแตกต่างจากในเมืองเป็นอย่างมาก ในช่วงแรกๆเราได้แต่ร้องไห้และคิดถึงบ้านเก่า แต่นั่นมันก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นมา สุดท้ายแล้วสิ่งที่เราทำได้คือการเก็บความทรงจำดีๆที่มีเอาไว้แล้วได้แต่นำมาเล่าให้กับคนอื่นฟังว่าหมู่บ้านที่เราเคยอยู่เป็นหมู่บ้านที่ดีมากแค่ไหนเรื่องราวมหัศจรรย์ในหมู่บ้าน ความทรงจำในวัยเด็กที่เราเคยเล่นกับเพื่อนๆและน้าๆจะอยู่ในใจของเราตลอดไป แม้ตอนนี้มันจะเป็นแค่ภาพภายในความทรงจำแต่อย่างน้อยเราก็ดีใจที่เรื่องราวทั้งหมดนี้มันเคยเกิดขึ้นจริง

นานาสาระ ล่าสุด