ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ โรงเรียนบ้านห้วยท่าช้าง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1
วันที่ 26 พฤศจิกายน 2020 12:08 PM
b-school01
logo-b โรงเรียนบ้านห้วยท่าช้าง
หน้าหลัก » นานาสาระ » เรื่องเล่าผี

เรื่องเล่าผี

อัพเดทวันที่ 13 ตุลาคม 2020 เข้าดู 12 ครั้ง

เรื่องเล่าผี บนดอย

เรื่องเล่าผี

                เรื่องเล่าผี จากการเดินทางท่องเที่ยวที่เรามักชอบไปคนเดียวอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะไปต่างจังหวัดในเมืองไทยหรือไปที่ต่างประเทศ การเดินทางคนเดียวเป็นสิ่งที่เราหลงใหล ไม่ใช่ว่าไม่มีเพื่อนนะแต่เวลาไปคนเดียวจะไปที่ไหน เปลี่ยนแพลนยังไงก็ได้ตามความต้องการ ถ้าไปหลายคนก็จะต้องมีความเห็นต่างอยู่เป็นประจำ

มาเข้าเรื่องกันเถอะ จากที่ การเราเดินทางคนเดียว แน่นอนว่าเวลานอนก็ต้องนอนคนเดียว ส่วนใหญ่จะเลือกจองที่พักที่เป็นเตียงเดี่ยวเตียงใหญ่ไปเลยและเอาของวางอีกฝั่งที่เราไม่ได้นอนให้เต็มเตียงจะว่าเป็นเคล็ดลับก็ไม่เชิงแต่ทำให้อุ่นใจว่าเตียงเต็ม ไม่ต้อนรับใครมานอนเพิ่ม แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งเราไปเที่ยวบนดอยทางภาคเหนือของประเทศไทยนี่ละ ตอนจองก็ย้ำไปแล้วว่าขอเตียงเดี่ยวแต่บังเอิญวันที่เราเดินทางไปนั้นเป็นช่วงสุดสัปดาห์ คนไปพักค้างคืนค่อนข้างเยอะและที่พักที่นี่ก็ราคาดีเลยทีเดียว

ตอนจองเราโอนเงินมัดจำไปก่อนแล้ว พอไปถึงที่บ้านพักคนที่นั่นกลับบอกเราว่า ห้องที่เป็นเตียงเดี่ยวเต็มว่างแค่ห้องที่เป็นเตียงคู่ ที่เป็นเตียงเล็กเล็กสองเตียงในห้องนั่นละ เอาละสิ จ่ายเงินมัดจำไปแล้วปกติทางที่พักจะไม่คืนเงินมัดจำหากว่าต้องการไปพักที่อื่น ก็แน่นอนละใครจะคือเพราะเขาต้องเสียรายได้ในการล็อกห้องไว้ให้เรา

เราตัดสินใจเข้าพักที่เดิมที่ทำการจองเอาไว้เพราะไม่อยากไปเสียค่าที่พักใหม่และที่อื่นอื่นก็น่าจะใกล้เต็มกันแล้ว เนื่องจากผิดที่เราเองไปถึงช้า แถมกับเรื่องของราคาที่นี่ถือว่าเป็นที่พักที่ค่อนข้างถูกไม่ถึงครึ่งพัน จะไปหาได้จากไหน ปกติเราเป็นคนมีสัมผัสแปลกแปลกพอสมควร แต่ไม่ถึงกับแรงกล้าเห็นเป็นตัวเป็นตนหรือเรียกใครอีกมิติมาสอบถามได้ขนาดนั้น

แต่เวลาที่สถานที่ไหนมีสิ่งลี้ลับ เรามักจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกแปลกหรือผิดปกติ เช่น พอเปิดห้องเข้าไปแล้วรู้สึกได้ว่าเหมือนมีใครอยู่ในนั้น หรือพออยู่ในห้องจะรู้สึกว่าไม่ได้อยู่คนเดียว รู้สึกขนลุกหรือบางทีก็จะรู้สึกว่ามีใครมอง อันนี้เป็นเรื่องปกติ

สำหรับที่พักแห่งนี้แบ่งเป็นห้องห้อง เป็นที่พักของขาวบ้านตั้งอยู่บนดอยแห่งหนึ่ง บรรยากาศของดอยนี้ดีมากมาก เงียบสงบ คนที่มาเที่ยวบนดอยนี้มักมาถ่ายรูปใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ นั่งกินกาแฟในร้านเก๋เก๋ มีที่พักหลายที่ส่วนมากจะเป็นที่พักแบบโฮมสเตย์

ในส่วนของห้องเราเป็นห้องที่อยู่ชั้นสองริมฝั่งซ้ายของตัวบ้านมีหน้าต่างเป็นบานพับไว้ให้เปิดมารับลมหนาว ในห้องไม่มีเครื่องปรับอากาศ มีเพียงพัดลมที่ติดอยู่ข้างฝาห้องให้ความเย็น แต่อย่างว่ามาเที่ยวบนเขาบนดอยแบบนี้อากาศก็คงไม่ร้อนอะไรมาก ขนาดมาถึงช่วงบ่ายที่ยังพอมีแดดยังรับรู้ได้ถึงไอความเย็นผ่านมากับลมเลย

พอเข้าห้องพักได้เราก็จัดการวางของไปเรียงไว้หน้าโต๊ะกระจกพวกของใช้ในการแต่งตัว แต่ส่วนกระเป๋าเสื้อผ้าต่างต่างนั้น เราเอาไปวางไว้อีกเตียงที่ไม่ได้นอนซึ่งเตียงนั้นอยู่ติดหน้าต่าง เราเลือกนอนเตียงที่ติดทางประตู ขนาดห้องไม่ได้ใหญ่มากนักเพราะเป็นการแบ่งซอยออกเป็นห้องพัก ห้องน้ำเป็นห้องน้ำรวมอยู่ชั้น 1 ทางด้านหลังของตัวบ้าน เรียกง่ายง่ายเหมือนเราไปนอนพักบ้านชาวบ้านนั่นแหละ

เราวางกระเป๋าเดินทางและเอาเสื้อผ้าที่จะเปลี่ยนใส่ในวันรุ่งขึ้นวางไว้จนเต็มเตียงเป็นการบอกว่าเตียงนั้นไม่ว่างสำหรับใครนะ แล้วก็เอนตัวนอนลงอีกเตียงพักเอาแรงหลังจากนั่งรถจากสนามบินมากว่าสองชั่วโมงกว่าจะถึงดอยแห่งนี้ ระหว่างที่นอนหลับไปเราลืมไปว่าเปิดหน้าต่างทิ้งเอาไว้ นอนเย็นสบายมากมาก แล้วอยู่ดีดีก็ได้ยินเสียงหน้าต่างปิดกระแทกเข้ามาดัง ปัง! แรงมากมากจนทำให้เราสะดุ้งตื่นขึ้นมา ในใจตอนนั้นยังไม่คิดอะไร คิดแค่ว่าลมอาจจะพัด พอมองออกไปที่หน้าต่างอีกข้างที่ไม่ได้ปิดเข้ามาก็เห็นว่าฟ้าเริ่มมืดแล้ว

ถึงเวลาที่จะออกไปเดินเล่นชื่นชมบรรยากาศรอบรอบหมู่บ้านนี้สักที ที่หมู่บ้านนี้ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์จะมีเหมือนตลาดนัดคนเดินไว้ให้เดินเล่น ของส่วนมากก็เป็นของพื้นเมืองของทางภาคเหนือ เราเดินเล่นและหาอะไรกินไปเรื่อยเปื่อย จนมองดูนาฬิกาเป็นเวลาใกล้สามทุ่ม ชาวบ้านเริ่มเก็บของกลับบ้านกันเกือบหมด เราเองเลยเดินกลับไปที่ที่พักช่วงเวลาแค่ไม่นานจากฟ้าที่ยังพอมีแสงตอนนั้น เราใช้เวลาเดินกลับมาที่ที่พักแค่ไม่ถึงยี่สิบนาที ฟ้ามืดสนิทแบบที่เราเองตกใจเลยว่าทำไมมืดได้ขนาดนี้ แสงจากพระจันทร์ก็ไม่สว่างเพราะมีเมฆค่อนข้างมาก

ด้วยความที่เรามีความกลัวอยู่แล้วและเวลาไปเที่ยวที่ไหนมักจะไม่ค่อยออกไปตอนกลางคืนเรารีบเดินขึ้นที่ห้องพักแล้วเตรียมตัวนอนทันที ด้วยความที่ต่างที่ต่างถิ่นเลยไม่ปิดไฟนอน เราเดินไปปิดหน้าต่างลงกลอนเรียบร้อยก็เดินกลับมานอน ไปเผลอหลับไปได้สักพักก็สะดุ้งตื่นเพราะลมพัดเข้ามาแรงมาก ทำเอาเราแปลกใจเพราะจำได้ว่าเราปิดหน้าต่างลงกลอนแน่นหนา ทำไมหน้าต่างถึงยังเปิดอยู่ เอาละสิ ใจเริ่มคิดไปต่างต่างนานา ว่าเราปิดหน้าต่างแล้วใช่มั้ยทบทวนอยู่สักพักจนแน่ใจ ทำใจดีสู้เดินไปที่หน้าต่างอีกครั้งระหว่างที่กำลังยื่นมือไปดึงหน้าต่างเข้ามานั้น

สายตาเราดันมองเห็นผู้หญิงคนหนึ่งใส่เสื้อชุดพื้นเมืองนุ่งผ้าถุง เราเห็นเป็นร่างคนเลยแต่พอไล่มองขึ้นมาจากปลายเท้าไล่ขึ้นมาเรื่อยเรื่อยพอถึงหน้าของผู้หญิงคนนั้นเราสบตากับเธอแล้วถึงกลับตกใจสุดสุดเพราะผู้หญิงคนนั้นถลึงตาใส่เราแบบน่ากลัวมาก ด้วยความตกใจหน้าต่างไม่ทันได้ปิดเรากระโดดมาที่เตียงอีกฝั่งที่อยู่ติดกับประตูห้องในใจก็พยายามคือว่าตาฝาดหรือเปล่า สักพักไม่ถึงห้านาทีหน้าต่างปิดเข้ามาดังปังอีกครั้ง เราหลอนมากเพราะครั้งนี้หน้าต่างเข้ามาทั้งสองบานและเรารับรู้ได้ว่าไม่มีลมใดใดพัดมาโดนแน่นอน

เราเผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้มารู้ตัวอีกทีก็เช้าแล้ว พอลงมาข้างล่างก็เจอกับเจ้าของที่พักแกก็จัดการเอาหารเช้ามาให้ ชวนคุยไปว่าหลับสบายมั้ยเป็นอย่างไร เราเลยแกล้งบอกไปว่า แทบไม่ได้นอนเลยค่ะ หน้าต่างปิดเองหลายรอบ แกทำหน้าตกใจแล้วถามเราว่ามีอะไร เห็นอะไรใช่มั้ย ปกติเจ้าของที่พักส่วนมากจะไม่กล้าเล่าแต่คุณป้าคนนี้แกถามเราว่าสิ่งที่เราเห็นใช่ผู้หญิงใส่เสื้อพื้นเมืองกับผ้าถุงสีน้ำเงินใช่มั้ย เราเลยบอกไปว่าใช่เห็นยืนอยู่ตรงหน้าต่าง แกเลยเล่าว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นลูกสาวแกเองผูกคอตายเพราะแกกีดกันไม่ให้ไปรักกับคนขับรถรับจ้าง แกอยากให้ลูกแกแต่งงานกับคนดีมีฐานะเลยทำให้ลูกสาวของแกหาทางออกโดยการผูกคอตาย ห้องที่เรานอนก็เป็นห้องของลูกสาวแก

พอเราได้ยินแบบนั้นก็อึ้งไปเลย เอาละอย่างน้อยลูกสาวแกก็ผูกคอตายนอกบ้าน ที่มาให้เราเห็นอาจจะเพราะว่าเราไม่ได้ไหว้เจ้าที่หรือขออนุญาตเธอก่อน แต่อย่างไรก็ตามอยากฝากทุกคนว่าการผูกคอตายไม่ใช่ทางออก ไม่ใช่ทางแก้ปัญหา ยังมีอีกหลายวิธีที่ทำให้ปัญหาต่างต่างลดทอนลงได้

แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับ " เรื่องเล่าผี "

นานาสาระ ล่าสุด